วิกฤตช้างสุมาตราใกล้สูญพันธุ์ ตายแทนรายวันจากฝีมือมนุษย์

#ENVIRONMENT ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นมิถุนายน 2569 ซากช้างสุมาตราและเสือสุมาตราถูกพบในพื้นที่ป่า Seblat Landscape จังหวัดเบงกูลู ทางตะวันตกของเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย นับว่าเป็นการสูญเสียบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครองที่ตายอย่างต่อเนื่อง ข่าวนี้ไม่ใช่เพียงโศกนาฏกรรมของสิ่งมีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ที่มีเพียงแค่บนเกาะแห่งนี้เท่านั้น แต่คือสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ที่บอกว่าป่าแห่งสุดท้ายของพวกมันกำลังพังทลาย

Seblat Landscape คือหนึ่งในพื้นที่หลักสุดท้ายที่เสือและช้างป่าสุมาตรายังสามารถอาศัยอยู่ได้ แต่พื้นที่นี้กำลังถูกบีบอัดจากสองทิศทางพร้อมกัน สัมปทานไม้และไร่ปาล์มน้ำมันที่ตัดทอนพื้นที่ป่า กับความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าที่ยกระดับขึ้นทุกปี

Wahdi Azmi จากสมาคมอนุรักษ์ช้างอินโดนีเซียและสมาชิก Asian Elephant Specialist Group ของ IUCN ชี้ว่าการติดตามด้วยโดรนความร้อนช่วยให้เข้าใจการกระจายตัวของฝูงช้าง รูปแบบการเคลื่อนที่ และการตรวจจับในพื้นที่ห่างไกล แต่การติดตามเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ หากไม่แก้ปัญหาที่รากเหง้า

เสียงที่ดังกว่าคือข้อเรียกร้องของนักอนุรักษ์ภาคสนาม Egi Ade Saputra ผู้อำนวยการองค์กรอนุรักษ์ “Genesis Bengkulu” ระบุว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเพิกถอนใบอนุญาตการทำไม้และไร่ปาล์มน้ำมัน ประกาศให้ Seblat เป็นเขตอนุรักษ์สัตว์ป่า และฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับสู่สภาพเดิม

รัฐบาลตอบสนองด้วยการประกาศเพิกถอนใบอนุญาตการใช้ประโยชน์ป่า (PBPH) ของ PT Bentara Arga Timber (BAT) และ PT Anugerah Pratama Inspirasi (API) แต่สำหรับนักวิชาการแล้ว นี่คือการแก้ปัญหาปลายเหตุ ไม่ใช่การป้องกันระยะยาว

จุดวิกฤตได้มาถึงแล้ว

ศาสตราจารย์ Budi Setiadi Daryono คณบดีคณะชีววิทยา มหาวิทยาลัย Gadjah Mada และประธาน Indonesian Biology Consortium (KOBI) กล่าวว่า การสูญเสียสัตว์ชนิดพันธุ์หลักเหล่านี้ ไม่เพียงแต่เป็นโศกนาฏกรรมทางความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ยังเป็นสัญญาณว่าแรงกดดันต่อถิ่นที่อยู่อาศัยและความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าได้ถึงจุดวิกฤตแล้ว

KOBI ยื่นข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ต่อผู้กำหนดนโยบาย ได้แก่ การตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างโปร่งใส การเสริมระบบเตือนภัยความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่า การชดเชยที่เป็นธรรมแก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และการให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมเป็นผู้พิทักษ์ป่า

วิกฤตนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในป่าลึก ช้างที่ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็ตกอยู่ในสภาพที่น่าสะพรึงกลัวไม่แพ้กัน

การสืบสวนของ PETA Asia พบว่าสถานที่ท่องเที่ยวในบาหลีที่นำเสนอตัวเองว่าเป็นสถานอนุรักษ์เชิงจริยธรรม กักขังช้างไว้ในกรงคอนกรีตอันหดหู่ หลายตัวมีบาดแผลเปิดและรอยแผลถาวรบนหัวและขา ขณะที่ผู้ดูแลถูกจับได้ว่าแทงและตีสัตว์เหล่านี้ซ้ำๆ

แรงกดดันจากองค์กรสิทธิสัตว์นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายสำคัญ ในมกราคม 2569 รัฐบาลอินโดนีเซียได้ออกแนวทางระดับชาติโดยกระทรวงป่าไม้และกรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ (KSDAE) ห้ามกิจกรรมขี่ช้าง โชว์ และการแสดงทุกรูปแบบทั่วประเทศ แม้นี่คือก้าวสำคัญ แต่การบังคับใช้กฎหมายยังคงเป็นคำถามใหญ่ที่ยังไม่มีคำตอบ

เมื่อการอนุรักษ์ถูกแปลงเป็นสินค้า

ภัยคุกคามอีกรูปแบบหนึ่งซุ่มอยู่ในนโยบายระดับสูงของรัฐบาล รัฐบาลของประธานาธิบดี Prabowo Subianto เสนอให้ Way Kambas National Park เป็นนำร่อง สำหรับการซื้อขายคาร์บอนและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในอุทยานแห่งชาติ โดยเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดกว้างขึ้นในการสร้างรายได้จากอุทยานแห่งชาติเพื่อนำมาใช้ในการอนุรักษ์

แผนการปรับโซนนิ่งที่ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักนั้น จะลดพื้นที่คุ้มครองหลักของอุทยานจาก 59,935 เฮกตาร์ เหลือเพียง 27,661 เฮกตาร์ หรือหดลงกว่าครึ่งหนึ่ง ขณะที่ขยายพื้นที่การใช้ประโยชน์เกือบสิบเท่า พื้นที่คุ้มครองหลักที่เคยเป็นผืนต่อเนื่องกันจะถูกแยกออกเป็นสามส่ว

ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดคือต่อแหล่งอาหารของช้าง นักอนุรักษ์เตือนว่าโครงการปลูกป่าเพื่อคาร์บอนเครดิตที่เน้นปลูกต้นไม้หนาแน่นจะแปลงทุ่งหญ้าซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของช้างให้กลายเป็นป่าทึบ ซึ่งจะผลักดันให้ช้างออกนอกอุทยานและเพิ่มความขัดแย้งกับมนุษย์

นักนิเวศวิทยา Wishnu Sukmantoro จาก Asian Elephant Specialist Group กล่าวตรงๆ ว่า ช้างมักใช้ป่ารุ่นสองอายุน้อยและพื้นที่เปิด ถ้าป่ากลายเป็นทึบเกินไป มันจะกำจัดแหล่งอาหารของพวกมันไปเลย

สัตว์สัญลักษณ์อาจอยู่บนโลกนี้ได้อีกไม่นาน

ช้างสุมาตราถูกจัดอยู่ในสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง” โดย IUCN ประชากรในป่าเหลืออยู่ไม่ถึง 2,400–2,800 ตัวทั่วเกาะสุมาตรา ในช่วงสามชั่วคนที่ผ่านมา จำนวนประชากรลดลงมากกว่า 80% จากการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยและความขัดแย้งกับมนุษย์

Way Kambas เป็นบ้านของช้างป่า 160–200 ตัว แต่งบประมาณจัดการอุทยานต่อเฮกตาร์อยู่ที่ราว 10–11 ดอลลาร์ ต่ำกว่าความต้องการขั้นต่ำที่กระทรวงป่าไม้ระบุไว้ที่ 18.60 ดอลลาร์ต่อเฮกตาร์ต่อปีอย่างมีนัยสำคัญ

การตายของช้างและเสือใน Seblat ไม่ใช่เหตุบังเอิญ มันคือผลลัพธ์สะสมของการตัดไม้ทำลายป่า สัมปทานที่คาบเกี่ยวถิ่นที่อยู่อาศัย และการขาดงบประมาณในการอนุรักษ์มาหลายทศวรรษ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวที่มองช้างเป็น “โปรดักต์” ยังคงดำเนินอยู่ในหลายรูปแบบ

ศาสตราจารย์ Daryono กล่าวทิ้งท้ายว่า Seblat Landscape ต้องยังคงเป็นบ้านร่วมกันของสัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างและเสือ รวมถึงมนุษย์ เพื่อให้พวกเขาอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน เมื่อป่ายังคงสมบูรณ์ หมู่บ้านรอบๆ ก็จะเจริญรุ่งเรืองได้เช่นกัน

คำถามที่เหลืออยู่คือ รัฐบาลอินโดนีเซียจะฟังเสียงเตือนนี้
หรือจะรอให้ไม่มีช้างเหลือให้อนุรักษ์อีกแล้ว

ที่มา