สโลแกน “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ? ทั้งที่ต้องนำเข้าอาหาร
#EDITORAL สโลแกน “ครัวไทยสู่ครัวโลก” สร้างภาพว่าไทยมีผลผลิตเกินกินเกินใช้จนป้อนคนทั้งโลกได้ แต่ข้อมูลการค้าชี้ว่าไทยเป็นครัวที่ “ปรุงเก่งและส่งออกเก่ง” มากกว่าเป็นครัวที่ผลิตวัตถุดิบได้ครบทุกอย่าง สินค้าบางกลุ่มที่เกษตรกรไทยแข่งไม่ไหวถูกทดแทนด้วยของนำเข้าราคาถูกมานานแล้ว โดยเฉพาะจากจีน ขณะที่ภาคปศุสัตว์ต้องนำเข้าอาหารสัตว์เป็นสัดส่วนสูง และอุตสาหกรรมอาหารทะเลต้องนำเข้าวัตถุดิบเพื่อแปรรูปส่งออก
ข้อมูลจากรายงานของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ระบุว่า ในปี 2024 ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารอันดับ 8 ของโลก มูลค่าส่งออก 50,900 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.71 ล้านล้านบาท ส่วนผู้จัดหาสินค้าเกษตรให้ไทยรายใหญ่ที่สุดคือจีน 3,350 ล้านดอลลาร์ หรือราว 113,029 ล้านบาท ตามด้วยบราซิล 3,220 ล้านดอลลาร์ หรือราว 108,642 ล้านบาท ส่วนปี 2025 รายงานของ USDA ระบุว่า ไทยนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารรวมราว 23,500 ล้านดอลลาร์ หรือราว 791,950 ล้านบาท
ตัวเลขนี้ช่วยอธิบายความย้อนแย้ง รายงานเดียวกันระบุว่า ความต้องการแปรรูปอาหารเพื่อส่งออกที่เพิ่มขึ้นทำให้ไทยต้องนำเข้าวัตถุดิบที่หาในประเทศไม่ได้อย่างเพียงพอ ดังนั้น “ครัวโลก” ของไทยจึงตั้งอยู่บนการนำเข้าวัตถุดิบจำนวนมาก
ผัก ผลไม้จากจีน ซัพพลายใหญ่ที่สุดของไทย
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า ผักและผลไม้จากจีนเป็นแหล่งนำเข้าหลักของไทย ปริมาณนำเข้ารวมกันเกิน 1 ล้านตันต่อปี
สินค้าอุปโภคบริโภคที่ไทยนำเข้าจากจีนมีมูลค่า 4.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% จากปีก่อน คิดเป็น 41% ของสินค้าอุปโภคบริโภคนำเข้าทั้งหมด และ ผักและผลไม้สดและแปรรูปมีสัดส่วนราว 10% ของมูลค่านำเข้าจากจีนกลุ่มนี้ ซึ่งคำนวณคร่าวๆ ได้ประมาณ 47,000 ล้านบาท นายกสมาคมภัตตาคารไทยยังระบุว่าวัตถุดิบราคาถูกจากจีนส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร เช่น องุ่น หอมแดง และกระเทียม
กรณีของกระเทียมและหัวหอม สองรายการนี้เห็นภาพการพึ่งพาชัดที่สุด
- ข้อมูลการค้าระบุว่า ปี 2023 ไทยนำเข้ากลุ่มหอม กระเทียม กระเทียมต้น (HS 0703) มูลค่า 64 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 48% จากปีก่อน ขณะที่ส่งออกมีเพียง 14.9 ล้านดอลลาร์
- รายงานตลาดกระเทียมของ IndexBox ระบุว่า จีนเป็นผู้จัดหากระเทียมให้ไทยเกือบทั้งหมด มูลค่า 24 ล้านดอลลาร์ หรือ 99.9% ของมูลค่านำเข้า
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2026 การนำเข้ากระเทียมจากจีนจะเพิ่ม 13.2% เป็น 40,000 ตัน และหัวหอมเพิ่ม 5% เป็น 19,200 ตัน ขณะที่ราคาในประเทศที่ต่ำจะกดผลผลิตกระเทียมลงเหลือ 53,390 ตัน และหัวหอมเหลือ 31,663 ตัน
ช่องว่างราคาคือสาเหตุหลัก ตามที่นายกสมาคมภัตตาคารไทยให้ข้อมูล กระเทียมนำเข้าราคาราว 40 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่กระเทียมจากศรีสะเกษซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญมีราคา 150–200 บาท
ต้นตอจาก เขตการค้าเสรีไทย–จีน ปี 2003
เรื่องนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ ข้อตกลงเร่งลดภาษี (Early Harvest) ที่เริ่มใช้เมื่อ 1 ตุลาคม 2003 ลดภาษีเหลือ 0% ทันทีสำหรับสินค้าเกษตร 116 รายการ รวมผักและผลไม้ งานเขียนของ New Mandala ที่อ้างข้อมูลจากฝ่ายวิพากษ์ข้อตกลงนี้ระบุว่า ภายในหนึ่งปี การนำเข้าจากจีนพุ่ง 180% ราคาผักผลไม้เมืองหนาวในประเทศร่วงลง 30–50% ส่วนการศึกษาที่รายงานโดย DPA พบว่า ผลผลิตกระเทียมไทยลดลง 22% ในสามปี
งานวิชาการเรื่องการค้าผักผลไม้หลัง FTA ระบุว่า ดุลการค้าผักไทย–จีนเพิ่มเป็น 3,138 ล้านบาท แต่ดุลการค้าผลไม้ลดเหลือ 71 ล้านบาท และเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมเป็นกลุ่มที่เสียหาย สรุปคือเกษตรกรบางกลุ่มได้ประโยชน์ แต่ต้นทุนตกกับผู้ปลูกกระเทียมและหอมแดงในภาคเหนือและภาคอีสาน
แม้แต่เครื่องเทศเพื่อทำเครื่องแกงก็ต้องนำเข้า
ข้อมูล OEC ปี 2022 ระบุว่า ไทยส่งออกเครื่องเทศ 83.8 ล้านดอลลาร์ (อันดับ 11 ของโลก) ขณะที่นำเข้า 29.1 ล้านดอลลาร์ โดยจีนเป็นแหล่งใหญ่สุดที่ 19.8 ล้านดอลลาร์ นั่นคือไทยเกินดุลเครื่องเทศ
ขณะที่ข้อมูลในปี 2023 กลุ่มขิง ขมิ้น ใบกระวาน เครื่องแกง ฯลฯ ระบุว่า จีนมีส่วนแบ่ง 67% ของมูลค่านำเข้ากลุ่มนี้ ราว 15.6 ล้านดอลลาร์
ส่วนเมียนมาเป็นผู้จัดส่งพริกและพริกไทยรายใหญ่ให้กับไทยปี 2024 มูลค่า 27.56 ล้านดอลลาร์
อาหารสัตว์ ต้นน้ำที่พึ่งพาการนำเข้าสูงที่สุด
ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกเนื้อไก่รายใหญ่ แต่ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์พึ่งการนำเข้าสูง ตัวเลขที่ CPF อ้างถึงในช่วงที่รัฐผ่อนปรนการนำเข้ากากถั่วเหลือง ระบุว่า ไทยต้องการข้าวโพด 8.4 ล้านตัน กากถั่วเหลือง 4.2 ล้านตัน และปลาป่น 6 แสนตันต่อปี แต่ ผลิตในประเทศได้ 4.9 ล้านตัน 2 ล้านตัน และ 3 แสนตันตามลำดับ จากตัวเลขนี้ ไทยผลิตข้าวโพดได้ราว 58% ของความต้องการ และผลิตกากถั่วเหลืองกับปลาป่นได้ราว 48–50%
นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยระบุในปี 2026 ว่า ไทยต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราว 9 ล้านตัน ผลิตได้ราว 5 ล้านตัน ขาด 4 ล้านตัน ปัจจุบันนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน 1.5 ล้านตัน และข้าวสาลี 1.7 ล้านตัน
นอกจากนี้ ราว 60% ของส่วนผสมอาหารสัตว์เป็นข้าวโพด กากถั่วเหลือง และข้าวสาลีนำเข้า โดยกากถั่วเหลืองมาจากบราซิลเกือบทั้งหมด เนื่องจาก USDA ประเมินว่า ถั่วเหลืองทั้งเมล็ดการผลิตในประเทศมีน้อยมาก การนำเข้าอยู่ราว 3.9–4.0 ล้านตัน
ปัญหานี้ยังโยงกับการเมืองระหว่างประเทศ ในปี 2025 ไทยอนุมัติให้ นำเข้าข้าวโพดสหรัฐฯ ปลอดภาษีได้ถึง 1 ล้านตัน แทนโควตาเดิม 54,700 ตัน ที่เสียภาษี 20% เพื่อบรรเทาต้นทุนอาหารสัตว์ ซึ่งสะท้อนว่าเกษตรกรข้าวโพดในประเทศแบกรับแรงกดดันราคาเพิ่มขึ้นอีกชั้น
อาหารทะเล ล้วนนำเข้าเพื่อบริโภคและแปรรูป
รายงานของ USDA ระบุว่า วัตถุดิบจากทะเลอันดามันและอ่าวไทยลดลงทุกปี อุตสาหกรรมจึงพึ่งวัตถุดิบนำเข้ามากขึ้น เช่น พอลลอก แซลมอน และปลาเนื้อขาว/เนื้อแดงอื่นๆ ข้อมูลเก่าแต่ยังสะท้อนโครงสร้างชัดเจน ปี 2018 ไทยนำเข้าอาหารทะเลสด แช่แข็ง และแปรรูปรวม 3,100 ล้านดอลลาร์ โดยทูน่าแช่แข็งสูงสุดที่ 1,390 ล้านดอลลาร์ และข้อมูลล่าสุดของกรมประมงระบุว่า ปี 2020–2024 ไทยนำเข้าทูน่าเขตอบอุ่นรวม 321,449 ตัน โดยทั้งหมดเป็นปลาแช่แข็งสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูป
ผู้จัดหาหลักของอาหารทะเลนำเข้ากระจายหลายประเทศตั้งแต่มัลดีฟ ไปจนถึงประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก เนื่องจากปริมาณสัตว์น้ำในน่านน้ำทะเลไทยเพื่อการประมงในประเทศถดถอย และมีปริมาณลดลงจนไม่เพียงพอ ทำให้ไทยแปรรูปส่งออกได้ต่อไปด้วยวัตถุดิบต่างชาติ
จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นภาพว่า ไทยผลิตอาหารเพียงพอเฉพาะบางชนิดเท่านั้น เนื้อสุกรเป็นตัวอย่างของการพึ่งตนเองได้จริง ส่วนกระเทียม หัวหอม ข้าวโพด ถั่วเหลือง และวัตถุดิบอาหารทะเลบางประเภท ไทยพึ่งการนำเข้าสูงในระดับวัตถุดิบต้นน้ำ ทั้งที่ใช้ทำเครื่องปรุงและอาหารปรุงสำเร็จ
สถานะ “ครัวโลก” จึงอยู่ที่การแปรรูป การปรุง และการส่งออก มากกว่าการเป็นแหล่งวัตถุดิบครบวงจร เพราะฉะนั้นหากสถานการณ์โลกเกิดเหตุอะไรขึ้นที่ทำให้ต้องหยุดชะงักการจัดส่งวัตถุดิบ หรือจำเป็นต้องกักตุนเพื่อใช้บริโภคในประเทศ ผลกระทบก็จะส่งต่อมายังไทยในฐานะผู้นำเข้าสุทธิทั้งสิ้น ซึ่งแม้แต่ปลาที่ใช้ผลิตน้ำปลาที่เป็นเครื่องปรุงพื้นฐานไทยก็ไม่สามารถหาปลาได้เพียงพอในแม่น้ำ ลำคลองของตัวเองที่ทุกวันนี้เจอปนไปด้วยสารเคมี
หรือแม้แต่การจะทำแกงเผ็ดสักถ้วย เครื่องเทศพื้นฐานในปัจจุบันล้วนต้องนำเข้าจากจีน ดังนั้นความมั่นคงทางอาหารของไทยก็ฝากไว้กับประเทศอื่นๆ ที่เป็นผู้จัดหาวัตถุดิบให้เช่นกัน




